ท้องนอกมดลูก ?!.. Ectopic pregnancy ?!
posted on 11 Oct 2008 11:45 by banrihay in LiFe
ปกติแล้วครอบครัวเราก็มักจะมีอะไรแปลกๆอยู่เสมอล่ะนะ
วันนี้เลยจะมาเล่าเรื่องการท้องนอกมดลูก...
จากชีวิตจริง ของใครคนนึงในครอบครัวเราเอง
ทุกวันนี้เรามีน้องชาย 1 คน ซึ่งห่างกัน 8 ปี
แต่จริงๆ แล้ว เรายังมี น้องอีก 1 คนนะ
เค้ามีชื่อแล้วด้วยล่ะ เรากับแม่ตั้งให้เอง
อันที่จริงเค้าแก่กว่าน้องชายเราไม่กี่เดือนหรอก
เพียงแต่เค้าไม่ได้มีโอกาสลืมตามาดูโลก เท่านั้นเอง
เรื่องที่จะเล่าทั้งหมด เป็นเรื่องที่เรามารู้ตอนโตแล้ว
การท้องนอกมดลูกนั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัวนะ เพราะเป็นเรื่องที่ผิดปกติ
นี่เป็นรูปตัวอย่างของการท้องนอกมดลูกนะคะ
ตอนเรา ประมาณ 7-8 ขวบ เราก็บอกแม่ว่า อยากมีน้องสักคน
แล้วไม่นานคุณแม่ก็ตั้งท้อง เราก็ดีใจ ว่าคุณแม่จะมีน้องแล้ว
เราหวังว่าจะได้น้องสาว เพราะคงจะเลี้ยงง่าย
(ใครๆก็บอกว่าเราเป็นเด็กเลี้ยงง่าย
เราเลยคิดว่าถ้าเป็นน้องสาวคงจะเลี้ยงง่าย)
แต่ต่อมาไม่นานคุณแม่เล่าให้ฟังว่า
การท้องครั้งนั้นเป็นการท้องนอกมดลูก
เริ่มด้วยที่ว่าพอตั้งท้องไประยะนึง คุณแม่ก็ไปเช็คผลเลือด
ปรากฏว่า ผลที่ออกมามีความผิดปกติ
ผลเลือดที่ออกมา มันไม่ตรงกับความเป็นจริง
เพราะโดยปกติคุณแม่จะมีประจำเดือนมาไม่ปกติเหมือนคนอื่น
จะมาทุก 30 วัน และ 15 วัน สลับกันไป
ทำให้ไม่สามารถเช็คได้จริงๆว่า เด็กนั้นมีอายุกี่เดือน
แต่ผลของเลือดที่เช็คออกมานั้นเด็กมีอายุประมาณ 1 เดือน
ซึ่งหมอบอกว่า ผลฮอร์โมนที่ออกมา
มันประมาณ 12,000 (เราก็ไม่รู้ค่าพวกนี้หรอกนะ)
แต่มันหมายถึงว่าเด็กยังตัวเล็กมาก แทบเป็นจุลเลย
แต่จากที่ประจำเดือนขาดไป มันประมาณ เกือบ 2 เดือน นั้นหมายความถึงว่า
เด็กน่าจะมีอายุมากกว่า 1 เดือนแน่นอน และจากการที่เช็คผล 5 ครั้ง
ผลที่เช็คออกมายังบอกอีกด้วยว่าคุณแม่ ... "ท้องนอกมดลูก"
จะด้วยอะไรก็ตาม คุณแม่เอง....
ก็ไม่แสดงอาการของคนที่ท้องนอกมดลูกเลยด้วย
หมอที่ดูแลแม่เราเค้าก็เป็นกังวลมาก...
ถึงขนาดเปิดที่ประชุมเพื่อขอเปิดการผ่าตัด
เพราะเคสนี้เค้าบอกว่าเป็น 1 ในล้านๆ ที่จะเกิดขึ้น
และมันยังไม่มีในตำราแพทย์แบบละเอียด
เหตุที่เป็น 1 ในล้าน เพราะอย่างที่กล่าวไปตอนแรก
ไม่ว่าจะผลเลือด ระยะการมาของประจำเดือน ที่ออกมา
บ่งบอกว่ามีเด็กในท้องจริง แต่ไม่มีตัวเด็กในมดลูก
แม้ว่าจะ อัลตราซาวด์ แล้วก็ยังหาตัวเด็กไม่เจอ
และด้วยความที่เด็กในท้องยังอายุเดือนน้อยมาก
เลยทำให้ยังเด็กยังตัวเล็กมาก...
แต่คุณหมอท่านนี้ชำนาญในด้านนี้มาก บอกว่า "น่าจะอยู่ที่ปีกมดลูก"
คุณหมอเลยให้คุณแม่นอน Admit ดูผล 15 วัน เพื่อรอให้เด็กโตขึ้น
แต่ผลที่ออกมา หลังจาก 15 วันก็ยังเป็นปกติ
ซึ่งอันที่จริงถ้าเด็กในท้องมีอายุน่าจะ 2 เดือน อะไรประมาณนี้
ฮอร์โมนผลตรวจเลือดที่ออกมามันต้อง ประมาณ 40,000
แต่ผลเลือดที่ออกมาก็ยังไม่ถึงครึ่ง ก็ยังทำให้ไม่สามารถขอเปิดห้องผ่าตัดได้
(เพิ่มเติม มารู้ที่หลังว่า หมอที่ดูแลคุณแม่
เค้าไม่กินเส้นกับหมอที่เป็น Head เค้าเลยแกล้งกัน
ซึ่งเป็นเรื่องที่แย่มากๆ เพราะเอาความเป็นความตายของคนมาล้อเล่น)
หมอที่ดูแลคุณแม่ก็ยังคงเป็นกังวลอย่างมาก
เพราะเค้ารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าปีกแตก
แต่คุณหมอก็จำเป็นต้องให้คุณแม่กลับบ้าน
เพราะไม่สามารถขัดคำสั่งของหมอที่เป็น Head ได้
และกำชับคุณแม่ว่า ถ้ามีอาการเลือดออก
แม้แต่นิดเดียวให้รีบโทรบอกหมออย่างด่วน
แต่ด้วยความที่คุณแม่ความรู้ด้านนี้ยังน้อยนัก
และก็ไม่มีอาการใดๆแสดงออกเลยว่าท้องนอกมดลูก
จึงเชื่อปักใจว่าเดี๋ยวเด็กมันก็เลื่อนลงมาในมดลูกเอง
จึงไม่ได้คิดมากอะไรเลย (ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์)
จนกระทั่ง เช้ามืดของวันรุ่งขึ้น (วันที่ 16) ซึ่งเป็นวันที่กลับมาบ้านแล้ว
ณ เวลานั้นเป็นเวลาราวๆ ตี 5 คุณแม่ก็ลุกขึ้นมาอาบน้ำ
และบิดขี้เกียจ....ทันใดนั้นคุณแม่ก็รู้สึก...
ใจเต้นเร็ว และเวียนหน้าขึ้นมากะทันหัน และตามด้วยอาการคลื่นไส้
จากนั้นก็เริ่มมึนหัว และไม่สามารถทรงตัวได้ เพราะว่าปีกมดลูกแตกแล้ว
จึงเกิดอาการเลือดตกใน คุณแม่จึงนุ่งผ้าขนหนูและคลานออกมาจากห้องน้ำ
และคลานไปหยิบกระเป๋าตังเพื่อหยิบบัตรโทรศัพท์ของหมอ
แต่พอดีป้าเดินผ่านมาพอดี (ห้องน้ำแยกมาจากห้องนอน)
ก็ตกใจแล้ววิ่งมาประคอง คุณแม่ก็เลยบอกให้ป้าโทรไปบอกคุณหมอ
จากนั้นป้าก็วิ่งไปที่ห้องนอนเพื่อเรียกคุณพ่อ ที่กำลังนอนหลับอยู่
และคุณพ่อก็วิ่งออกมาแล้วรีบอุ้มคุณแม่ขึ้นรถ และขับรถไปโรงพยาบาล
ณ ตอนนั้น ด้วยความที่เสียเลือดมากแล้ว เพราะปีกที่มดลูกแตก
ทำให้เกิดอาการเลือดตกใน (ช่องท้อง) เลยทำให้คุณแม่แทบจะพูดไม่ได้แล้ว
เนื้อตัวก็ซีดลงเรื่อยๆ และอยู่ในอาการสลึมสลือ และอาเจียนไปตลอดทาง
โรงพยาบาลนั้นอยู่ไกลจากบ้านมาก..
บ้านอยู่เขตบางกะปิ แต่โรงพยาบาลอยู่ที่เขตบางรัก
แต่เป็นอะไรที่โชคดีมาก ที่วันนั้นเป็นเวลาเช้ามืดของวันเสาร์
ทำให้รถไม่ติด จึงใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น
...พอไปถึงโรงพยาบาลก็ตรงไปที่แผนกฉุกเฉิน
แต่พยาบาลก็ยังพูดจาไม่ดีใส่ ประมาณว่า มาทำไมท้องยังไม่โตเลย..
และกันคุณพ่อออกไป ...คุณแม่..อยู่ในอาการที่พูดแทบไม่ได้แล้ว
ก็ยังพยายามบอกชื่อ ของหมอที่เป็นเจ้าของไข้
พยาบาลก็ยังทำท่าไม่แยแส และถามต่ออีกว่า
แล้วหมอให้มาทำไมท้องยังไม่โตเลย
เลยให้รอไปก่อน (พับผ่าเหอะ กรูขอเสริม !!
นี่คือข้อเสียของโรงพยาบาลหลวงค่ะ !!)
สักพักหมอเจ้าของไข้ก็รีบวิ่งเข้ามาดูอาการอย่างรีบร้อน
(เพราะเมื่อกี้ป้าโทรบอกหมอแล้ว และหมอก็พักอยู่แถวๆโรงพยาบาล)
หมอจึงบอกพยาบาลประจำที่เดินมาพร้อมกันว่า "กดที่นิ้วเท้าซิ"
(ซึ่งหมายถึง การกดที่นิ้วโป้งเท้าให้งุ้มลง เพื่อจะเช็คว่าเลือดวิ่งหรือไม่)
พยาบาลจึงกด และหมอก็พูดขึ้นว่า "Shock แล้ว เปิด OR ด่วน"
(OR คือห้องผ่าตัด) เพราะต้องผ่าตัดด่วน
จากนั้นพยาบาลทุกคนก็วิ่งกันอลหม่านอย่างในหนังเลย
และหมอก็สั่งพยาบาลที่พูดจาไม่ดีตอนแรกว่า..
(ซึ่งตอนนี้ชีเองก็ตกใจเช่นกัน 555)
"เธอ !! ไปเอาเข็มมาเจาะ ช่องปัสสาวะ" พอพยาบาลไปเอาเข็มมา
คุณหมอก็ด่า "เข็มใหญ่ขนาดนี้จะเอาไปฉีดควายรึไง...
แบบนี้คนไข้ก็เจ็บแย่สิ !!" (ฮาาา.. ว่ะ !!)
เพราะเนื่องจากเข็มไซส์เล็กกว่านี้มันหมด และเป็นวันเสาร์ด้วย
ก็เลยต้องใช้เข็มนี้เจาะท่อปัสสาวะนั่นแหละ
แต่ตอนนั้นคุณแม่บอกว่า ตัวชาไปทั้งตัวไม่รู้สึกอะไรแล้ว
จากนั้นหมอก็วิ่งเข้ามาตบๆที่ช่วงไหล่ และบอกไม่ให้คุณแม่หลับ
"ห้ามหลับตอนนี้นะ เข้าใจมั้ย เดี๋ยวจะให้หลับ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้"
จากนั้นหมอก็สั่งพยาบาลด้วยศัพท์แพทย์ต่างๆ
และนำตัวคุณแม่เข้าห้องผ่าตัดทันที
และก็ให้ยาสลบ จากนั้นคุณหมอจึงกระซิบบอกคุณแม่ว่า
"เดี๋ยวนับ 1-3 พอถึง 3 ให้หลับไปเลยนะ" ...
"เอาล่ะ... 1 2 3" และสติของคุณแม่ก็ดับวูบลง
จากการบอกเล่าของคุณหมอบอกว่า ตอนที่กำลังผ่าเอาเด็กออก
ก็พบว่าคุณแม่เลือดตกใน แต่ยังดีที่ว่ามาทันเวลา
ถ้าช้ากว่านี้ก็เป็นอันตรายถึงชีวิตแน่นอน
และตอนที่ผ่าตัดเอาเด็กออกมาก็พบว่า
ไม่ใช่แค่ตัวเล็กๆอย่างที่ผลเลือดแจ้งออกมา
(ซึ่งเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายและอันตรายมาก)
หลังจากที่ผ่าตัดเสร็จเรียบร้อย คุณแม่ก็ต้องพักที่โรงพยาบาลระยะนึง
พวกคุณน้าเล่าให้ฟังว่า ไปเยี่ยมคุณแม่แล้วตกใจมาก
เพราะตัวเหลือง+ดำมากๆ เนื่องจากเสียเลือดมาก
(ปกติคุณแม่เป็นคนผิวขาวเหลือง)
ส่วนเราตอนนั้นก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะคุณพ่อไม่ได้บอกอะไรเลย
นอกจากว่า คุณแม่ไม่สบาย ..
เราเลยคิดแค่ว่าคุณแม่ป่วยนานจัง เมื่อไรจะกลับมา..คิดถึงแม่
จนกระทั่งวันนี้ เราก็โตพอที่จะรับได้กับเหตุการณ์ในวันนั้น
คุณแม่จึงเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟัง
ท่านยังบอกอีกว่า หลังจากที่ผ่าตัดเสร็จ ท่านก็ยังไม่สามารถเดินได้
เป็นเวลาเกือบ 1-2 อาทิตย์ และผลจากการผ่าตัดปีกมดลูกออกครั้งนั้น
ทำให้เกิดผลข้างเคียงคือ เวลาที่จะลุกนั่งไม่สามารถทำได้เร็ว
เพราะจะเจ็บในช่องท้องขึ้นมาทันที..
จากเหตุการณ์ที่เล่ามา คงจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับใครหลายคน
ว่าอย่าตกอยู่ในความประมาท และอย่ามั่นใจตัวเองมากเกินไป
คุณแม่ได้บอกว่า ถ้าตอนนั้นเชื่อคุณหมอและยอมผ่าตัดตั้งแต่แรก
โดยที่หมออาจจะเปลี่ยนโรงพยาบาลและเช่าห้องผ่าตัดให้
ก็ยังจะผ่าแค่นิดเดียวเท่านั้น ไม่ต้องถึงกับตัดปีกออกไปเลย
แต่เราก็เข้าใจนะ ว่าคนเป็นแม่ไม่มีใครอยากเอาลูกออกหรอก
เลยเชื่อมั่นว่า เดี๋ยวเค้าก็คงเลื่อนลงมาที่มดลูกนั่นเอง
แม้ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานหลายสิบปีแล้ว
คุณแม่ก็บอกว่า ยังไงก็ยังคิดถึงลูกคนนี้เสมอ
ถึงแม้ว่าเค้าจะไม่มีบุญมากพอก็ตาม
และทุกวันนี้เราเองก็ยังทำบุญไปให้ทุกครั้ง เพราะก็ยังคิดถึงน้องคนนี้เช่นกัน
เพราะมันก็เหมือนกับว่าเราขอให้เค้ามาเกิด แต่เราก็ไม่มีโอกาสได้เจอกัน
ก็ได้หวังว่าถ้าเค้าไปเกิดใหม่ก็ให้ได้เกิดกับคนที่ดีๆ ก็แล้วกันนะ
แม่ต้องผ่าออก ผมคลอดตอนประมาณ
อายุได้7-8เดือน
ตอนแรกๆผมต้องอยู่ในตู้อบตลอดเลย
แต่ก็อยู่ไม่นานหรอก ก็ออกมาอยู่ข้างนอก
ผมดูรูปแล้วตัวผมเล็กกว่าผ้าอ้อมพับทบกัน 4ชั้นอีก
ผมเกิดตอนสิ้นปี หมอบอกว่าแม่ผมกำลังจะมีน้องอีก
ถ้าเอาไว้ก็จะพอดีหัวปีท้ายปี แต่หมอบอกว่าแม่จะไม่รอด
ก็เลยจำใจทิ้งน้อง ผมยังเสียดายอยู่เลยผมอยากมีน้อง
ตอนแรกพ่อจะตั้งชื่อจริงผมว่า "สุดที่รัก"
เดชะบุญที่แม่ผมไม่ยอม 55555555+
#1 By Dearcool on 2008-10-11 12:23